วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

บทที่ 4 รูปทรงเรขาคณิต

รูปทรงเรขาคณิต
       สาระการเรียนรู้
       รูปภาพที่เราเห็นทุกวันนี้ จะสังเกตได้ว่ามีการใช้รูปทรงเรขาคณิตมาใช้ในการเขียนแบบทั้งนั้น เช่น วงกลม วงรี ส่วนโค้ง หรือรูปเหลี่ยม ดังนั้นในการออกแบบจำเป็นที่ผู้เขียนจะต้องมีความรู้ในการสร้างรูปทรงเรขาคณิต ซึ่งการสร้างรูปทรงเรขาคณิตที่ถูกต้องนั้นจะต้องใช้เครื่องมือช่วยในการเขียนแบบเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว
       เนื้อหา
       1. รูปทรงเรขาคณิต
       2. การสร้างรูปทรงเรขาคณิต
       จุดประสงค์การเรียนรู้
       1. บอกลักษณะรูปทรงเรขาคณิตได้
       2. สามารถสร้างรูปทรงเรขาคณิตตามแบบที่กำหนดได้ถูก
       1. รูปทรงเรขาตณิต
          รูปทรงเรขาตณิตจัดเป็นรูปทรงที่มีสัดส่วนแตกต่างกันออกไปตามความต้องการของการใช้งาน ในการเขียนแบบงานทางด้านช่างอุตสาหกรรม มีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงขั้นพื้นฐานการเขียนรูปทรงเรขาคณิตเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานเขียนแบบช่างอุตสาหกรรม โดยสามารถทำได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ตลอดจนช่วยในการอ่านแบบเพื่อจะเขียนหรือร่างลงในชิ้นงานได้อย่างถูกขั้นตอน
ในงานเขียนแบบทั่วไปช่างเขียนแบบจะต้องมีความรู้ในเรื่องเรขาคณิตพื้นฐาน และสามารถดัดแปลง เพื่อนำไปประกอบในการเขียนรูปทรงต่างๆ ของชิ้นงานที่พบในงานเขียนแบบ การสร้างรูปในวิชาเรขาคณิต เราใช้เพียงวงเวียนและไม้บรรทัดเท่านั้น แต่เมื่อนำมาใช้ในงานเขียนแบบแล้ว ช่างเขียนแบบจะต้องมี ไม้ที, ไม้ฉาก, วงเวียน, และเครื่องมือประกอบอื่นๆ ประกอบอีกด้วย เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้งานเขียนแบบที่เกี่ยวข้องกับรูปทรงเรขาคณิตสร้างได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
การเขียนแบบด้วยวิธีการเรขาคณิตนี้ ต้องฝึกการใช้เครื่องมือต่างๆ ให้ชำนาญ เช่น การเขียนส่วนโค้งโดยใช้บรรทัดเขียนโค้ง (Curve) ต้องมีความละเอียดในการวัด จะทำให้แบบต่างๆ ที่เขียนถูกต้องและเรียบร้อย ซึ่งเราจะต้องรู้จักเทคนิคในการใช้เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี
 2. การสร้างรูปทรงเรขาตณิต
          การเขียนแบบด้วยวิธีทางเรขาคณิตนี้ ต้องฝึกการใช้เครื่องมือต่างๆ ให้ชำนาญ เช่น การเขียนส่วนโค้ง ต้องมีความละเอียดในการวัด จะทำให้แบบต่างๆที่เขียนเป็นไปอย่างถูกต้องและเรียบร้อย ซึ่งเราต้องรู้จักเทคนิคในการใช้เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี ซึ่งมีการสร้างหลายวิธี


บทที่ 3 มาตรฐานงานเขียนแบบ

 มาตรฐานงานเขียนแบบ
       สาระการเรียนรู้
       เพื่อให้การเขียนแบบเป็นไปในแนวทางเดียวกัน การปฏิบัติงานจึงมีมาตรฐานในการเขียนแบบ โดยเฉพาะชนิดของเส้นรและตัวอักษรที่ใช้ในการเขียนแบบ จะต้องมีมาตรฐานเป็นสากล ทำให้ผู้ปฏิบัติงานทำความเข้าใจกันได้ง่าย การที่เป็นรูปแบบอันเดียวกันทำให้ข้อมูลพื้นฐานเป็นไปในแนวเดียวกัน สามารถนำไปใช้ได้ทุกสถานที่
       เนื้อหา
      1. เส้น
      2. มาตราส่วน
      3. ตัวอักษร
      จุดประสงค์การเรียนรู้
      1. บอกลักษณะของเสนและมาตราส่วนที่ใช้ในงานเขียนแบบได้
      2. เลือกใช้เส้นในงานเขียนแบบได้ถูกต้อง
      3. ใช้มาตราส่วนย่อและขยายในงานเขียนแบบได้
      4. บอกประเภทของตัวอักษรได้
      5. สามารถเขียนตัวเลขและตัวอักษรได้
        งานเขียนแบบเป็นเครื่องมือที่ใช้สื่อสารกันระหว่างผู้เขียนแบบ ผู้ออกแบบกับช่างผู้ผลิตงานเขียนแบบจึงต้องกำหนดมาตรฐานเพื่อให้มีความเข้าใจตรงกัน และในงานเขียนแบบก็มีความแตกต่างกันไปตามลักษณะและประเภทงาน ในที่นี้จะกล่าวถึงในส่วนที่เป็นเบื้องต้นทั่วไป ได้แก่เส้น มาตราส่วน และตัวอักษร
1. เส้น
         ลักษณะของเส้นในงานเขียนแบบไมาว่าจะเป็นเส้นที่เขียนด้วยดินสอหรือใช้เขียนด้วยปากกาเขียนแบบ ขนาดของเส้นจะต้องคงที่สม่ำเสมอและเลือกใช้ให้ถูกกับลักษณะของเส้นนั้นๆ เส้นจะเป็นตัวกำหนด ขนาดและลักษณะรูปร่างของวัตถุ ซึ่งการเขียนรูปร่างของวัตถุนั้นต้องใช้เส้นชนิดต่างๆ หลายชนิดด้วยกัน เช่น เส้นขอบรูป เส้นประ เส้นเล็กศูนย์กลาง ฯลฯ เส้นที่ใช้ในการเขียนแบบกำหนดความหนาของเส้นตามระบบ ISO ซึ่งกำหนดเป็นมาตรฐานสากล
   การเลือกใช้เส้นจะต้องใช้ให้ถูกกับชนิดของเส้น ให้คำนึงถึงขนาดและความหนาของเส้นที่กำหนดไว้ โดยทั่วไปจะใช้ในลักษณะของค่าประมาณ ลักษณะของเส้น ไม่ว่าจะเขียนด้วยดินสอหรือใช้ปากกาเขียนด้วยน้ำหมึกนั้น ขนาดของเส้นจะต้องคงที่สม่ำเสมอและเลือกใช้ให้ถูกกับลักษณะของเส้นนั้นๆ ขนาดของเส้นที่ใช้ปากกาจะทำให้ได้เส้นคงที่สม่ำเสมอกัน ส่วนขนาดของเส้นที่ใช้ดินสอจะขึ้นอยู่กับขนาดของใส้ดินสอและการเอียงดินสอ
 2. มาตราส่วน
          แบบงานส่วนมากจะเขียนแบบเท่ากับชิ้นงานจริง บางครั้งชิ้นงานมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถเขียนลงบนกระดาษเขียนแบบได้ จำเป็นต้องย่อขนาดลง ในขณะเดียวกันถ้าชิ้นงานมีขนาดเล็กมาก ในการที่จะเขียนเท่าขนาดจริงนั้นจะทำให้แบบไม่ชัดเจน มีขนาดเล็ก การเขียนหรือการอ่านแบบจะทำได้ยาก จำเป็นต้องเขียนแบบขยายเพิ่มใหญ่ขึ้น มาตราส่วนที่ใช้ในการเขียนแบบจึงมีส่วนจำเป็นมาก โดยแบ่งมาตราส่วนที่ใช้ในการเขียนแบบออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
         1. มาตราส่วนจริง ขนาดของชิ้นงานที่เขียนแบบจะมีขนาดเท่าของจริง สัญลักษณ์ 1 : 1 ซึ่งมีขนาดเท่ากับของจริงนั้นๆ
         2. มาตรราส่วนย่อ ขนาดของแบบงานจะย่อเล็กลงตามความเหมาะสม ซึางมีสัดส่วนดังนี้ 1 : 2, 1 : 5, 1 : 10, 1 : 100, 1 : 1000 ฯลฯ เลข 1 หมายถึง ขนาดจริง และ เลข 2 หมายถึง ย่อขนาดลงหรือครึ่งหนึ่งของของจริง นั่นคือ เป็นต้น มีใช้งานหลายขนาด ดังแสดงในตารางที่ 3
         3. มาตราส่วนขยาย ขนาดของแบบงานจะขยายใหญ่กว่าแบบจริงที่กำหนด เขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ เช่น 2 : 1 ซึ่งเลข 1 หมายถึงขนาดจริง เลข 2 หมายถึงขยายขนาดขึ้นเป็น 2 เท่า นั่นคือ เป็นต้น
 3. ตัวอักษร
          แบบตัวอักษรที่ใช้ในงานเขียนแบบ จะต้องเป็นแบบตัวอักษรที่เขียนแล้วสามารถอ่านได้ง่ายและขนาดเหมาะสมกับแบบที่เขียน ซึ่งถ้าไม่เหมาะสมแล้วจะทำให้แบบที่เขียนนั้นดูไม่สวยงามและไม่เป็นระเบียบ ดังนั้นแบบตัวอักษรจึงมีความสำคัญต่องานเขียนแบบมาก การกำหนดมาตรฐานของตัวอักษรแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ตัวอักษรโรมัน และตัวอักษรภาษาไทย
       1. ตัวอักษรโรมัน และตัวเลขอารบิคที่ใช้ในงานเขียนแบบมี 2 ชนิด คือ
          1.1 ตัวอักษรแบบตรง ตามมาตรฐานสากล (มอก.210-2520)
          1.2 ตัวอักษรแบบเอียง ตามมาตรฐานสากล (มอก.210-2520)
       2. ตัวอักษรภาษาไทย 
          ตัวอักษรที่ใช้ในราชการ ในปัจจุบันเขียนด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะมีความเป็นมาตรฐาน นิยมใช้ 2 รูปแบบ คือ
          2.1 ตัวอักษรประดิษฐ์ นิยมใช้ในการเขียนใบประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร การ์ดเชิญร่วมงาน ในพิธีต่างๆ ในการเขียนจะใช้คอมพิวเตอร์ช่วย หรือเขียนด้วยมือเปล่า
          2.2 ชนิดหัวกลม ตามมาตรฐานสากล (มอก.210-2520)

บทที่2 เครื่องมือและอุปกรณ์เขียนแบบ

เครื่องมือและอุปกรณ์เขียนแบบ
       สาระการเรียนรู้
       อุปกรณ์และเครื่องมือเขียนแบบนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้สามารถเขียนแบบได้ดี รวดเร็ว และประหยัดเวลา การเขียนแบบให้ได้มาตรฐานจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องมือและวัสดุเขียนแบบอย่างถูกต้อง จึงควรทำความเข้าใจกับเครื่องมือเขียนแบบ เพื่อให้การเลือกซื้ออุปกรณ์ และเครื่องมือที่ถูกต้องมีคุณภาพดี
        เนื้อหา
       1. ชนิดของเครื่องมือและอุปกรณ์เขียนแบบ
       2. การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เขียนแบบ
       จุดประสงค์การเรียนรู้
       1. บอกชนิดของเครื่องมือและอุปกรณ์เขียนแบบได้
       2. สามารถใช้เครื่องมือและอุปกรณ์แต่ละชนิดเขียนแบบได้ถูกต้อง
       แบบงานที่ถูกต้องสมบูรณ์นั้น นอกจากจะอาศัยทักษะของผู้เขียนแบบแล้ว เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนแบบก็มีส่วนสำคัญ และมีส่วนช่วยให้การเขียนแบบได้แบบงานที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทำให้ช่างเทคนิคหรือผู้ผลิตสามารถเข้าใจรายละเอียดต่างๆ และนำไปผลิตให้ได้งานที่มีคุณภาพตามต้องการ การเขียนแบบที่ถูกต้องชัดเจนมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ผู้เขียนต้องมีประสบการณ์และความชำนาญการใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง ซึ่งเครื่องมือและอุปกรณ์เขียนแบบมีดังนี้
       1 ชนิดของเครื่องมือและอุปกรณ์เขียนแบบ
       ในงานเขียนแบบทั่วไป แบบงานจะสำเร็จสมบูรณ์ได้มาตรฐาน นอกจากจะต้องใช้ทักษะของผู้ปฏิบัติงานแล้ว เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนแบบ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะ เครื่องมือมีส่วนที่จะช่วยให้งานเขียนแบบมีคุณภาพได้มาตรฐาน เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนแบบพื้นฐานประกอบด้วย
       1. โต๊ะเขียนแบบและกระดานเขียนแบบ
       การเขียนแบบทางอุตสาหกรรมขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่จะใช้โต๊ะเขียนแบบซึ่งมีโครงสร้างแตกต่างกันไป แล้วแต่บริษัทผู้ออกแบบ แต่โดยทั่วไปจะมีความสูงเป็นมาตรฐานเดียวกัน หรือบางชนิดอาจปรับความสูงให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ พื้นโต๊ะจะเรียบเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขอบด้านข้างตรงและได้ฉาก มีขนาดต่างกัน ที่นิยมใช้มากที่สุดคือ 500 x 600 มม.
กระดานเขียนแบบ ส่วนมากใช้สำหรับงานสนาม แต่ก็ใช้ในโรงเรียนบ้างเหมือนกัน ในกรณีที่ไม่มีโต๊ะเขียนแบบ
       2. อุปกรณ์ที่ใช้ขีดเส้น
       อุปกรณ์ที่ใช้ในการขีดเส้น ได้แก่ ไม้ที บรรทัดสามเหลี่ยม และบรรทัดสเกล
       2.1 ไม้ที เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเขียนแบบ ไม้ที มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนหัว และ ส่วนใบ ทำจากไม้เนื้อแข็ง หรือ พลาสติกใส ทั้ง 2 ส่วน จะยึดตั้งฉากกัน ไม้ที ใช้สำหรับขีดเส้นในแนวนอน และใช้ประกอบกับฉากสามเหลี่ยม ขีดเส้นในแนวตั้งฉาก และขีดเส้นเอียงทำมุมต่างๆ
       2.2 บรรทัดสามเหลี่ยม โดยทั่วไปทำจากพลาสติกใส เพื่อจะได้มองเห็นส่วนอื่นๆ ของแบบได้อย่างชัดเจน บรรทัดสามเหลี่ยมใช้สำหรับขีดเส้นดิ่งและเส้นเอนทำมุมต่างๆ ปกติจะใช้คู่กับ ไม้ที มี 2 แบบ คือ แบบตายตัว ซึ่งมีค่ามุม 45-90-45 องศา กับค่ามุม 30-90-60 องศา และแบบปรับมุมต่างๆ ได้
      2.3 บรรทัดมาตราส่วน ใช้วัดขนาด มีความยาวต่างกัน ตั้งแต่ 150, 300, 400, และ 600 มิลลิเมตร มีมาตราส่วนต่างๆ เพื่อใช้เขียนรูปได้หลายขนาด คือ
   - มาตราส่วนขนาดเท่าของจริง 1 : 1
   - มาตราส่วนย่อ 1 : 2, 1 : 5, 1 : 10, 1 : 100, 1 : 1000 เป็นต้น
   - มาตราส่วนขยาย 2 : 1, 5 : 1, 10 : 1, 100 : 1, 1000 : 1 เป็นต้น
มาตราส่วนเท่าของจริง, มาตราส่วนย่อ, หรือมาตราส่านขยาย จะนำไปใช้งานใน
       3. อุปกรณ์เขียนส่วนโค้ง
       อุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนส่วนโค้งมีหลายแบบขึ้นอยู่กับลักษณะงานและการนำไปใช้ เช่น วงเวียน แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ วงเวียนที่ใช้เขียนส่วนโค้ง และวงเวียนที่ใช้ถ่ายขนาด เป็นต้น
       3.1 วงเวียน เป็นอุปกรณ์สำหรับเขียนวงกลม หรือส่วนโค้ง วงเวียนมีหลายแบบ ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะ
       3.2 วงเวียนถ่ายขนาด เป็นวงเวียนที่มีปลายแหลม 2 ข้าง วงเวียนชนิดนี้ใช้สำหรับถ่ายขนาด ที่วัดขนาดจากฟุตเหล็ก หรือฉากสามเหลี่ยม แล้วนำไปถ่ายลงบนแบบทำให้สามารถแบ่งเส้นตรง แบ่งวงกลม ให้มีขนาดเท่าๆ กันได้สะดวกและ
       3.3 บรรทัดเขียนส่วนโค้ง (Curves) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการเขียนส่วนโค้งชนิดหนึ่ง การใช้บรรทัดส่วนโค้งจะต้องใช้ส่วนโค้งของบรรทัดสัมผัสจุด อย่างน้อย 3 จุด เพื่อให้ได้ส่วนโค้งที่ดี มีความต่อเนื่อง ซึ่งต่างกับการใช้วงเวียนที่มีระยะรัศมีเท่ากันทุกจุดของเส้นโค้งนั้นๆ แผ่นโค้งนี้ให้ความสะดวกในการทำงานสูง ซึ่งผู้ใช้เองก็ต้องระมัดระวังในการใช้งานให้ดี หมุนปรับให้ได้ตำแหน่ง ก่อนที่จะทำการลากเส้นโค้งนั้น แผ่นเขียนโค้งและการเขียนโค้งโดยใช้แผ่นเขียนโค้งในรูปแบบต่างๆ
       4. กระดาษเขียนแบบ
       กระดาษเขียนแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ ระบบนิ้ว และ ระบบมิลลิเมตร ต่อมาได้ปรับปรุงให้เป็นระบบสากล โดยใช้ระบบ ISO (International System Organization) ซึ่งยอมรับทั้งระบบอเมริกันและยุโรป นอกจากนั้น ประเทศไทยยังได้ผลิตมาตรฐานเป็น (มอก.) โดการเขียนแบบทั่วไปทางเครื่องกลซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับมาตรฐาน ISO ซึ่งมาตรฐานของกระดาษในระบบต่างๆ ได้แสดงไว้
 กระดาษเขียนแบบขนาด A0 ขนาด 841 x 1189 ม.ม. สามารถแบ่งได้เป็นขนาด A1 จำนวน 2 แผ่น และถ้านำกระดาษ A1 มาแบ่งจะได้กระดาษ A2 จำนวน 2 แผ่น ........... ดังนั้น สามารถแบ่งกระดาษได้จนถึง A6
ตารางรายการ เป็นตารางบอกรายละเอียดของชิ้นงานแต่ละชิ้นที่ประกอบกันหลายชิ้น เช่น จำนวนที่ใช้ ชื่อชิ้นงาน ขนาดวัสดุ ประเภทของวัสดุที่ใช้ หมายเลขแบบ ผู้เขียน และผู้ตรวจ สามารถจำแนกได้ตามลักษณะการใช้งานในสถานศึกษา หรือสถานประกอบการ
       5. ดินสอเขียนแบบ
       เป็นเครื่องมือที่ใช้ขีดเส้นบนกระดาษเขียนแบบ เพื่อแสดงรูปร่างต่างๆ ให้เป็นแบบที่ใช้งาน ดินสอเขียนแบบสามารถแบ่งได้เป็นหลายชนิดคือ
       5.1 ดินสอชนิดเปลือกไม้ 
       5.2 ดินสอชนิดเปลี่ยนไส้ได้ จะเป็นดินสอที่มีโครงด้ามเป็นโลหะ หรือพลาสติก และใส่ไส้ดินสออยู่ข้างใน ดินสอชนิดนี้จะมีการออกแบบมาใช้งานไว้มากมายหลายชนิด
เกรดใส้ดินสอ แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3 เกรด คือ
   - ดินสอที่มีไส้แข็งมาก (Hard)
   - ดินสอที่มีไส้แข็งปานกลาง (Medium)
   - ดินสอแบบไส้อ่อน (Soft)
แล้วจึงแบ่งย่อยตามลำดับความแข็งอ่อนของแต่ละกลุ่ม โดยใช้วิธีให้ตัวเลขเป็นตัวกำหนดร่วมกับตัวอักษร ดังนี้
     1. ดินสอที่มีไส้แข็งมาก (Hard) มีตั้งแต่ เบอร์ 9H-4H ใช้สำหรับขีดเส้นร่างรูป เส้นที่ใช้เขียนต้องเป็นเส้นบาง เช่น ร่างรูป เส้นบอกขนาด และเส้นช่วยบอกขนาด
     2. ดินสอที่มีไส้แข็งปานกลาง (Medium) มีตั้งแต่ เบอร์ 3H-B ใช้สำหรับใช้สำหรับงานเขียนแบบงานสำเร็จรูป เช่น เส้นขอบชิ้นงาน เส้นแสดงแนวตัด และสัญลักษณ์แนวเชื่อม
     3. ดินสอแบบไส้อ่อน (Soft) มีตั้งแต่ เบอร์ 2B-7B ใช้ในงายศิลปะ วาดภาพ แรเงา ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในการเขียนแบบ
     4. ปากกาเขียนแบบ
ปากกาเขียนแบบในปัจจุบันนิยมใช้ปากกาเขียนแบบหมึกซึม ขนาดความโตของปากกาเขียนแบบจะมีขนาดเท่าขนาดของเส้นมาตรฐานสากลที่ใช้ในงานเขียนแบบ
     5. อุปกรณ์ทำความสะอาด
แบบงานที่มีคุณภาพนั้น นอกจากจเขียนได้ถูกต้อง สมบูรณ์ ได้มาตรฐานแล้วนั้น แบบงานจะต้องสะอาด ดังนั้นอุปกรณ์ทำความสะอาดจึงมีความจำเป็นมาก เช่น
       5.1 แปรงปัด เป็นแปรงขนอ่อนใช้สำหรับปัดฝุ่นบนกระดาษเขียนแบบ และปัดเศษยางลบ
       5.2 ยางลบ ใช้สำหรับลบงาน มีลักษณะเป็นยางอ่อนซึ่งจะไม่ทำให้กระดาษเป็นขุยหรือเป็นรอย
       5.3 แผ่นกันลบ ทำจากโลหะบางเบา เจาะรูไว้หลายลักษณะ ใช้กันลบตรงบริเวณที่ขีดเส้นผิดพลาด
       2 การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เขียนแบบ
       1. การติดกระดาษเขียนแบบ
       การติดกระดาษเขียนแบบควรติดด้วยเทปสำหรับติดกระดาษโดยเฉพาะ เพื่อความะดวกในการแกะแบบ และป้องกันมุมของกระดาษเสียหายเนื่องจากการแกะแบบ การติดกระดาษควรจัดกระดาษให้ขนานกับโต๊ะเขียนแบบ โดยใช้ ไม้ที เป็นเครื่องตรวจสอบความขนานของกระดาษ จากนั้นใช้เทปติดกระดาษที่มุมบนทั้งสองข้าง แล้วเลื่อนไม้ทีลงไปข้างล่าง ซึ่งไม้ทีจะช่วยกดกระดาษให้เรียบกับพื้นโต๊ะ จากนั้นจึงใช้เทปติดมุมกระดาษข้างล่างทั้งสองข้าง
       2. การใช้ไม้ที ประกอบการขีดเส้นด้วยบรรทัดสามเหลี่ยม
       การขีดเส้นตรงในแนวนอนจะใช้ไม้ทีแนบกับขอบโต๊ะเขียนแบบ พร้อมทั้งหมุนดินสอช้าๆ ขณะลาดเส้น ดินสอจะเอียงทำมุม 60 องศา กับกระดาษเขียนแบบ3.
       การใช้วงเวียน เขียนวงกลมหรือส่วนโค้ง
       วิธีการเขียนวงกลมหรือส่วนโค้ง ให้ปรับขาวงเวียนข้างที่เป็นเหล็กแหลมยาวกว่าข้างที่เป็นไส้เล็กน้อย เพราะปลายแหลมต้องปรับจมลงในกระดาษ เมื่อปรับได้รัศมีที่ต้องการแล้ว ให้จับด้านวงเวียนด้วยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หมุนวงเวียนตามเข็มนาฬิกา และให้เอนวงเวียนไปในทิศทางของการลากเส้นเล็กน้อย พยายามหมุนวงเวียนเพียงครั้งเดียว เพื่อให้ได้เส้นที่คมและสมบูรณ์
       การใช้วงเวียนวัดระยะหรือดิไวเดอร์ ต้องระวังอย่ากดแรงเกินไป เพราะจะทำให้เกิดรูที่ไม่เรียบร้อยบนกระดาษ และจะทำให้วงเวียนถ่างออกเสียระยะอีกด้วย การหมุนดิไวเดอร์ควรหมุนสลับข้างซ้ายขวาของเส้นตรง เพื่อหักล้างความคลาดเคลื่อนสะสมใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น 


บทที่1 ความรู้เบื้องต้นของการเขียนแบบ

ความรู้เบื้องต้นของการเขียนแบบ
      สาระการเรียนรู้   
การเขียนแบบมีความสำคัญเป็นอย่างมากในงานช่างอุตสาหกรรมทุกสาขา เพราะแบบเป็นภาษาสากลที่ใช้แสดงหรือสื่อความหมายระหว่างวิศวกรกับช่างเทคนิค เพื่อถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นงาน หรือเครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาใช้งานรอบๆ ตัวเรา ซึ่งในแบบงานนั้นจะต้องกำหนดรายละเอียดให้ครอบคลุม ขนาด รูปร่างวัสดุที่ใช้ และลักษณะของผิวงานนั้นๆ โดยมีวิวัฒนาการมาจากยุคโบราณ และได้มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ปัจจุบันเราได้นำเอาเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์มาช่วยในการออกแบบเขียนแบบเนื้อหา
          1. ความสำคัญของการเขียนแบบ
          2. วิวัฒนาการของงานเขียนแบบ
          3. จำแนกลักษณะของงานเขียนแบบชนิดต่างๆ

      จุดประสงค์การเรียนรู้ 
          1. บอกความสำคัญของการเขียนแบบได้
          2. อธิบายวิวัฒนาการของงานเขียนแบบได้
          3. สามารถจำแนกลักษณะของงานเขียนแบบได้ถูกต้อง

          1 ความสำคัญของงานเขียนแบบ
          ในงานช่างด้านต่างๆ แบบงานนั้นเป็นสื่อที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของงานช่างทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร ช่างเทคนิค และคนงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ทุกคนต้องสเกตซ์หรือเขียนแบบพร้อมทั้งสามารถอ่านแบบได้
เนื่องจากการเขียนแบบเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในงานช่างอุตสาหกรรม ตลอดจนการจะผลิตชิ้นงานสิ่งประดิษฐ์ หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ก็จะต้องมีแบบงานเป็นหลัก แบบงานที่ดีจึงต้องมีลักษณะที่ง่าย กระชับ เที่ยงตรง จึงจะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้สร้างเข้าใจ จินตนาการมองเห็นรูปร่าง ขนาด และส่วนประกอบต่างๆ ของชิ้นส่วนงานเหล่านั้นได้ สามารถนำมาวางแผนขั้นตอนการทำงาน ตลอดจนถึงการประมาณการ ระยะเวลาที่ผลิตได้ ดังตัวอย่างงานที่สื่อความหมายหลักการประกอบชิ้นส่วนของเครื่องยนต์

          2 วิวัฒนาการของงานเขียนแบบ
มนุษย์เริ่มรู้จักการเขียนแบบตั้งแต่สมัยโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากการสำรวจของนักโบราณคดี ได้ทำการสำรวจดินแดนอียิปต์โบราณสมัยของฟาโรห์ โซเซอร์ แห่งราชวงศ์ที่ 3 ของยุคอณาจักรเก่า ได้พบบันทึกเป็นภาษารูปภาป มีอายุประมาณ 4,500 ปี ก่อนตริสต์ศักราชในบันทึกนั้นจะใช้วิธีขีดเขียนเป็นสัญลักษณ์ รูปภาพบนก้อนหิน ผนังถ้ำ พื้นดิน และผิวหนัง เพื่อใช้ในการบันทึกความจำ บอกเล่าและสื่อสารเหตุการณ์ต่างๆ

ต่อมามีการพบหลักฐานชิ้นสำคัญในทางโบราณคดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ งานทางด้านสถาปัตยกรรม โดยพบแผ่นหินเขียนเป็นภาพแปลนของป้อมปราการ ซึ่งเขียนโดย ซาลเดนกูตัว ชาวเมโสโปเตเมีย เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อนตริสต์ศักราช ชาวเมโสโปเตเมีย เป็นชาติแรกที่รู้จักการเขียนแบบ จากการสำรวจนักโบราณคดี พบแผ่นหินเขียนเป็นภาพแปลนของป้อมปราการ ซึ่งเขียนโดย ซาลเดนกูตัว
ในศตวรรษที่ 15 ลิโอนาโด ดาวินซี ชาวอิตาลี ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของการเขียนแบบ ลิโอนาโด ดาวินซี เป็นนักปราชญ์ ที่ถ่ายทอดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการเขียนเป็นภาพ 3 มิติ ภาพจากจินตนาการของ ลิโอนาโด ดาวินซี หลายชิ้น เป็นต้นแบบในการสร้างเครื่องจักรกล
การเขียนแบบได้มีการพัฒนาขึ้มาเรื่อยๆ โดยตลอด ทั้งวิธีการเขียนเพื่อสื่อความหมาย ให้เข้าใจตรงกัน ระหว่างผู้ออกแบบกับช่างเทคนิคผู้ปฏิบัติงาน เช่น แบบภาพฉาย ภาพตัด และการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ในการเขียนแบบ ตลอดจนเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนแบบ ซึ่งต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ของผู้เขียนเอง
ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการเขียนแบบโดยนำเอา คอมพิวเตอร์ มาช่วยใช้ในการเขียนแบบ ซึ่งแบบที่ได้จากการเขียนด้วยคอมพิวเตอร์ จะสามารถทำงานได้เรียบร้อย สวยงาม ทันสมัย และรวดเร็วขึ้น

         3 จำแนกลักษณะของงานเขียนแบบชนิดต่างๆ
         การเขียนแบบมีความสำคัญมากในงานช่างอุตสาหกรรม เพราะแบบงานเป็นภาษาสากลที่ใช้สื่อความหมายกัน ระหว่างวิศวกรกับช่างเขียนแบบ ช่างเทคนิคและช่างฝีมือ ขอบข่ายของงานจะครอบคลุมทุกสาขา ในโรงงานขนาดใหญ่การเขียนแบบจะเขียนเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่ในโรงงานขนาดเล็กการเขียนแบบจะเขียนชิ้นงานทั่วๆ ผู้เขียนแบบจำเป็นจะต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่องการเขียนแบบของสาขานั้นๆ เช่นกัน ต้องเรียนรู้ทั้งด้านการเขียนแบบสั่งงานและความสามารถในการอ่านแบบเพื่อทำงานตามแบบ ซึ่งสามารถจำแนกลักษณะของงานเขียนแบบชนิดต่างๆ ได้ ดังนี้
         3.1 งานเขียนแบบทางสถาปัตยกรรม โดยสถาปนิกจะออกแบบและเขียนแบบ สำหรับการก่อสร้างอาคารที่  พักอาศัย และอาคารพาณิชย์ โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย งบประมาณการก่อสร้าง การใช้งานอย่างคุ้มค่า

         3.2 งานเขียนแบบไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ เป็นแบบงานที่แสดงลักษณะวงจร การไหลของกระแสไฟฟ้า และวงจรอิเลคทรอนิกส์ โดยทั่วไปแล้วการเขียนแบบจะใช้แทนโดยสัญลักษณ์เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเขียนแบบ
         3.3 งานเขียนแบบงานท่อ เป็นแบบงานที่แสดงตำแหน่ง ชนิด และขนาดของท่อที่ติดตั้งในอาคารบ้านพัก โดยทั่วไปจะใช้สัญลักษณ์ทางกราฟิก แทนท่อ ลิ้น และอุปกรณ์ แบบงานอาจเป็นภาพหนึ่งด้าน สองด้าน หรือสามด้านก็ได้ แผ่นภาพตัวท่ออาจเขียนแทนด้วยเส้นเดี่ยวหรือเส้นคู่ใช้แทนระบบที่เป็นท่อใหญ่ ส่วนท่อที่มีขนาดเล็กนิยมเขียนแทนด้วยเส้น
         3.4 งานเขียนแบบเครื่องกล เป็นแบบงานที่เขียนแสดงลักษณะ รูปร่างของชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักรกล    และเครื่องกล เพื่อจะนำไปผลิตเป็นตามกระบวนการทางอุตสาหกรรม ให้ได้ชิ้นส่วนต่างๆ ตามแบบ การเขียนแบบเครื่องกลฃ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
         3.4.1 แบบภาพแยกชิ้น เป็นการเขียนแบบชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ของเครื่องจักรกล หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เพื่อแสดงลักษณะ รูปร่าง ขนาด และรายละเอียดของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นให้ชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการอ่านแบบและเขียนแบบ เพื่อผลิตชิ้นส่วน นำไปประกอบเป็นเครื่องจักรต่อไป
         3.4.2 แบบภาพประกอบ เป็นการเขียนแบบที่แสดงลักษณะรูปร่าง ชิ้นส่วนของเครื่องจักรกล หรืออุปกรณ์ต่างๆ ว่าประกอบกันอย่างไร ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นอยู่ตำแหน่งใด แบบภาพประกอบ มีส่วนสำคัญและจำเป็นต่อการผลิตชิ้นส่วน เพราะต้องแสดงการประกอบของชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้น ทำให้สามารถวางแผนกระบวนการผลิต และการควบคุมการผลิตให้เป็นไปตามแบบ
         3.5 แบบสิทธิบัตร เป็นแการเขียนแบบสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่คิดค้นขึ้นเพื่อเสนอต่อกองสิทธิบัตรของทางราชการ การเขียนสิทธิบัตรนี้จะต้องแสดงรายการส่วนประกอบสำคัญทุกส่วน